ผีในวัด

posted on 09 May 2012 22:22 by hamon-d in Life directory Diary
 
 
 
 
ก่อนที่ผมจะดองบล็อกยาวตั้งแต่น้ำยังไม่ท่วมจนน้ำเข้าบ้าน น้ำแห้ง เปิดเทอม สอบ ปิดเทอม 1 เดือน ปิดเทอม 2 เดือน... เอ่อ เอาเป็นว่าดองนานมากแล้วกัน ก่อนหน้านั้นผมก็ได้ร่ำลาไปบวชทดแทนคุณบิดามารดา หันหน้าเข้าสู่ทางธรรม ศึกษาศาสนา
 
 
ซึ่งพอจะบวชสิ่งที่จะได้ยินเป็นสิ่งแรก ๆ ก็คือ ดีนะ อนุโมทนาสาธุ ประมาณนี้ ส่วน feedback อีกอย่างที่จะได้มาก็คือ
 
 
 
 
 
 
"ระวังคืนแรกนะ"
 
 
 
 
 
 
ฮึ!?  ฮื้ออออ!!?   ฮื้อออออออออออออออออออ!!!?
 
 
"อะไร๊!?  คืนแรกอะไรครับ"  ข่มน้ำเสียงให้ปกติเต็มที่
"เค้าว่าจะเจอ..."   พูดทิ้งไว้แล้วจากไป ปล่อยให้ไอ้จุด ๆ ที่ไม่ระบุสถานะทางสังคมหลอกหลอนเราต่อไป
 
 
บวชคืนแรก พระใหม่เขาว่ามักจะเจอผีครับ จะด้วยมาขอส่วนบุญ มารับน้อง หรืออะไรก็ตามแต่ เขาว่าจะเจอกัน
 
 
นั่นไง.. ทำดีนี่ยากแท้ ยากแท้เหลา อุปสรรคมันเยอะครับคนเราจะทำความดี มีผีมาบลัฟกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้บวช ทำให้พาลหมดกำลังใจจะบวชกันดื้อ ๆ แต่ช้าก่อน..  เราเรียนวิทย์มา ๆ เราต้องไม่งมงาย ผีไม่มีจริงในโลก ไม่มี๊ ไม่มี...  ; w ; )
 
 
พอมาถึงวันบวชนั้นก็ตื่นแต่เช้า เพราะเริ่มแห่นาคกันแต่เช้าครับ (ขออภัยเพราะจำเวลาไม่ได้) หลังจากทำพิธีเสร็จเรียบร้อยห่มผ้าเหลือง เราก็มัวแต่จัดการย้ายของเข้ากุฏิเลยไม่ทันได้คิดอะไร พอเข้าช่วงกลางคืนที่กฏิที่ผมนอนจะมีการสวดมนต์ก่อนนอนกัน พอสวดเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งคุยกับหลวงพี่ที่บวชมาก่อน คุยกันไปคุยกันมาก็ได้รับ คีย์เวิด ครับ
 
 
"อ่อ หลวงพี่ถ้าเจออาม่าไม่ต้องกลัวนะ"
 
 
ถามไปถามมาได้ความว่า กุฏิที่ผมนอนอยู่เนี่ยเกิดขึ้นได้เพราะเงินบริจาคของหญิงท่านหนึ่งครับ ซึ่งพระที่นี่จะเรียกกันว่า อาม่า เพราะท่านอายุเยอะแล้ว ซึ่งตอนที่ผมบวชเนี่ยท่านก็เสียนานแล้วครับ ที่หน้ากุฏิก็จะมีรูปของท่าน ก็เล่ากันมาว่าท่านคอยดูแลกุฏิอยู่ เปรียบเสมือนเจ้าที่นั่นเอง
 
 
หลวงพี่ท่านหนึ่งก็เล่าว่า คืนหนึ่งท่านตื่นขึ้นมากลางดึกก็เห็นเงาตะคุ่ม ๆ นั่งคุกเข่าอยู่กลางกุฏิ ดูจากลักษณะของเงาแล้วคาดว่าเป็นผู้หญิงน่าจะมีอายุเยอะแล้ว
 
 
หลวงพี่อีกท่านก็เล่าว่าฝันเห็นหญิงชราท่านหนึ่งมาพูดคุยด้วย ตื่นขึ้นมาก็ว่าหน้าตาคุ้น ๆ เดินมาหน้ากุฏิก็ถึงบางอ้อ.... อาม่ามาเข้าฝันนี่เอง
 
 
หลวงพี่ท่านก็กล่าวว่า ไม่ต้องกลัวไป อาม่ามาดีมาดูแลเรา บ้างก็มาเตือนเราเนี่ยแล...
 
 
แหม่... มาดีมาไม่ดีคนมันจะกลัวยังไงก็กลัวครับ...
 
 
ถึงเวลานอน..  เวลานอนที่กุฏิของผมนี่จะมีกลด คือแขวนกลดไว้ห้อยลงมาจากเพดาน แล้วเวลาจะนอนเราก็ต้องกางกลด พอกางเสร็จปิดไฟปุ๊ป ไอ้เราก็เพิ่งฟังมาเรื่องอาม่า ไหนจะไอ้เรื่องที่เค้าเล่ากันมาก่อนเข้าวัด เรื่องผีที่เคยเจอตอนเด็ก ๆ นึกถึงคนอวดผีที่ดูก่อนจะบวช บวชคืนแรกนะเปรตจะมาขอส่วนบุญ กลางคืนนะเสียงวี๊ดดดดดด ยาว ๆ จะดังมาเลย
 
 
นอนนึกไปนึกมาแปปเดียวเท่านั้นล่ะครับ!!
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หลับ!!  ; w ; )b
 
 
 
 
ปล.แล้วมันผีตรงไหนเนี่ยยยยยยย!?

ฝนเอย~ ทำไมถึงชอบ

posted on 05 May 2012 19:11 by hamon-d in Life directory Diary
 
 
 
ถ้าถามว่าชอบฤดูอะไรมากที่สุด โดยอ้างอิงจากหลักที่เราเรียนกันมาว่าประเทศไทยมีสามฤดูคือ ร้อน ฝน และ หนาว (ซึ่งในความเป็นจริงสามฤดูนั้นคือ ร้อน ร้อนโคตร ร้อนที่สุด!!) ผมคงตอบทันที่ว่าชอบฤดูฝน
 
 
อากาศแบบที่ผมชอบนั้นก็คืออากาศแบบที่ ไม่ร้อนจนเกินไป และ ไม่เย็นจนเกินไป ซึ่งฤดูร้อนในประเทศไทยนั้นก็ร้อนสุด ๆ ถ้าละลายได้เหมือนไอศกรีม คงกลายร่างเป็นของเหลวซึมลงดินไปเรียบร้อยแล้ว
 
 
ฤดูหนาวในไทยเองก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน เวลาหนาวก็หนาวจนสั่น สมัยเรียนมัธยมกางเกงขาสั้นนี่ ลมหนาวเช้า ๆ พัดมาทีขนหน้าแจ้งลุกกันเกรียวกราว แอบค่อนขอดโรงเรียนว่าทำไมไม่มีกฏระเบียบการแต่งกายในฤดูหนาวบ้าง แต่พอเวลาผ่านไปถึงตอนกลางวันก็ถึงบางอ้อ เพราะฤดูหนาวมีชีวิตอยู่แค่ตอนเช้านั่นเอง
 
 
เพราะฉะนั้นช่วงที่อากาศถือว่าไม่ร้อนเกินควรและไม่เย็นจนเกินไปก็คือฤดูฝนนั่นเอง เพียงแต่ฝนที่ตกลงมานั้นเฉอะแฉะ และ สร้างความรำคาญใจได้มากมายไม่แพ้อากาศของสองฤดูที่แล้วเลย เพราะช่วงฤดูฝนนั้นตรงกับช่วงเปิดภาคเรียนในประเทศเรา ดังนั้นการไปเรียนจึงต้องเจอะเจอกับฝนเป็นที่แน่นอน ไม่ตอนเช้าก็ตอนเย็น ถ้ามีร่มก็ดีไป แต่ถ้าไม่มีล่ะ ไม่ยืนรอกันเหงือกแห้งก็คงต้องวิ่งฝ่าฝนไปให้ไข้จับเล่น
 
 
นี่ยังไม่นับว่าผ้าที่ซักไว้จะไม่แห้งต้องใส่เสื้อผ้าตัวเดิมไปเรียน.. ไม่ได้สิวันนี้เสือกวิ่งผ่านฝนมา (เป็นไข้ซะเลย ดี จะได้ไม่ต้องเรียน) ไหนจะหมาที่บ้านที่กลัวฝน กลัวฟ้าร้องฟ้าแล่บ ไม่รู้ไปสาบานที่ไหนมา ฝนตกทีไรปัสสาวะอุจจาระพรั่งพรู เป็นที่ลำบากตามล้างตามเช็ด (ปล่อยไว้ก็ไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ)
 
 
แล้วทำไมถึงยังชอบ ??
 
 
คงเพราะมันมีองค์ประกอบที่ดี ๆ และถูกใจผมอยู่ อย่างแรกก็คงเป็นอากาศที่เย็นกำลังดี อย่างที่สองคือ กลิ่น ผมชอบกลิ่นเวลาที่ฝนตกมาก กลิ่นดิน กลิ่นฝน ไม่รู้จะอธิบายว่าเจ้ากลิ่นฝนนี่เป็นยังไง ผู้อ่านน่าจะเคยได้กลิ่นนะ กลิ่นมันจะออกเย็น ๆ กลิ่นต้นไม้ใบหญ้า ประมาณนั้น คือเวลาได้กลิ่นจะรู้สึกเหมือนเราอยู่กับธรรมชาติ รู้สึกดีครับ
อย่างที่สามที่ชอบก็คือ เสียง ชอบเสียงเวลาที่ฝนหล่นจากฟ้ากระทบกับพื้นดิน เวลานั่งฟังมันก็เพลิน ๆ ดีนะ เหมือนมีเพลงให้ฟัง
 
 
คนส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบ ฤดูฝน เพราะมันเฉอะแฉะ และ นานา เหตุผล แต่บางทีก็อยากให้ลองดูอีกมุมของมันเหมือนกันนะ ฤดูฝนเองก็มีมุมที่ดี ๆ อยู่เหมือนกันครับ  แน่นอนว่า ฤดูร้อนกับฤดูหนาวก็มีเหมือนกัน ผมเองก็คงต้องลองค้นหาดูบ้างจะได้อยู่กับมันอย่างมีความสุข
 
 
ที่ต้องมาเขียนในช่วงนี้ก็เพราะอยากให้มันเข้าฤดูฝนเร็ว ๆ จนแทบรอไม่ไหวนั่นแหละครับ ร้อนเหลือเกิน
 
 
 
 

ฉันยังอยู่ที่เดิม..

posted on 03 May 2012 22:03 by hamon-d in Life directory Fiction
 
 
 
ท้องฟ้ามืดลงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ฉันยังคงนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค ที่เปิดหน้า New Entry ของ บล็อก Exteen อยู่ ถ้าจำไม่ผิด ฉันนั่งจ้องมันมาตั้งแต่ท้องฟ้ายังสว่างสดใส จนตอนนี้มีเพียงหน้าจอคอมเท่านั้นที่ทำหน้าที่ให้แสงสว่าง
 
ฉันพยายามจะเขียนอะไรบางอย่างลงไป แต่เมื่อเขียนไปได้ไม่เท่าไร ฉันก็ต้องเคาะปุ่มลบสิ่งทั้งหลายที่ฉันได้พิมพ์ ฉันต้องการเขียนอะไรกันแน่นะ สิ่งที่เขียนทำไมไม่เป็นอย่างที่ต้องการเลย มันสับสนและวกวน ราวกับฉันกำลังสร้างเขาวงกตที่ไม่มีทางออกขึ้นมา
 
เมื่อก่อนฉันไม่ได้เป็นอย่างนี้ เวลาที่ฉันจะเขียนอะไรสักอย่าง สิ่งที่จะเขียนมันสามารถผ่านจากสมองของฉัน มาสู่ปลายนิ้ว กดลงไปบนแป้นพิมพ์ แล้วความคิดของฉันก็จะแล่นลงจอดบนหน้าจออย่างสวยงาม
 
 
 
ไม่มีติดขัด
 
.
.
.
.
.
 
ใช่

.
  .
  .
  .
  .
 
ไม่มีติดขัด....
 
 
มันลื่นไหลราวกับฉันไม่ได้พิมพ์ ไม่ได้เขียนมันขึ้นมาเอง บางครั้งฉันยังแอบคิดว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เข้ามาสิงในร่างกายของฉัน บางอย่างที่มีพลังอำนาจ มีจินตนาการ และมีพลังอย่างเหลือล้น ทำหน้าที่เป็นผู้เขียนมันขึ้นมา
 
 
ไม่ใช่ตัวฉัน...
 
.
.
.
.
.
 
  ไม่
 
.
.
.
.
.
 
ไม่รู้...
 
 
ในตอนนี้ฉันมีความคิดมากมายอยู่ในหัวของฉัน มากมายมากกว่าแต่ก่อน แต่กลับเบาบางยิ่งกว่า จับต้องได้ยาก เจือจางเหมือนน้ำ และ เบาบางราวกับอากาศ ความคิดที่ควบคุมไม่ได้ จับต้องไม่ได้นี่มันอะไรกันนะ
 
ฉันคิดเอาเองว่าความคิดของคนเราก็เหมือนกับน้ำ ไม่มีรูปร่างที่แน่นอน หน้าที่ของคนเล่าเรื่องก็คือการ ปั้นน้ำเป็นตัว ปั้นให้น้ำเกิดรูปร่าง ให้คนอื่นได้มองเห็น และเข้าใจมัน แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่ปั้นเลย แค่สัมผัส ฉันยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
 
หน้าจอคอมพิวเตอร์เริ่มมืดลง เป็นไปตามกลไกของโปรแกรมที่ตั้งค่าไว้ เมื่อไม่มีการใช้งานสักพัก มันจะหยุดพักตัวเองด้วยการลดแสงสว่างของจอ หลังจากนั้นไม่นานนัก มันก็จะดับลง ปล่อยให้ความมืดมิดดำสนิทเข้าครอบครองพื้นที่แทนแสงสว่าง และถ้ายังปล่อยมันไว้แบบนั้นต่อไป ไม่นานนักเครื่องก็จะหยุดทำงานและเข้าสู่โหมด Sleep
 
 
ฉันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม หน้าจอคอมพิวเตอร์ดับลงแล้ว ห้องทั้งห้องมืดสนิท
 
.
.
.
.
.
 
ันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม...
 
.
.
.
.
.
 
ใช่
 
.
.
.
.
.
 
ฉันจะยังอยู่ที่เดิม...   จนกระทั่ง
 
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
 
แสงสว่างของวันใหม่จะกลับมาหาฉันอีกครั้ง